ในครึ่งปีหลัง 2022 สกุลเงินดิจิทัลยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่

ในครึ่งปีหลัง 2022 สกุลเงินดิจิทัลยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่

รูปแบบการลงทุนในปัจจุบันเริ่มมีความหลากหลายมากกว่าในอดีต ซึ่งรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากเพราะเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ดี ให้ผลตอบแทนสูงซึ่งเหมาะกับนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ชอบความเสี่ยงและความท้าทาย พร้อมเรียนรู้กับรูปแบบการลงทุนใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เกิดนักลงทุนหน้าใหม่ ร่วมถึงแพลทฟอร์มที่ให้บริการการลงทุนด้านสกุลเงินดิจิตอลเกิดขึ้นมากมาย แต่ว่าตั้งแต่ช่วงปลายปีเป็นต้นมา วงการลงทุนในสกุลดิจิทัลกัลบต้องเผชิญกับความท้ายทายครั้งใหญ่มากมาย โดยสามารถรวบรวมเหตุการณ์สำคัญ ๆ ได้ดังนี้

การล่มสลายของสกุลเงิน LUNA สกุลเงินดิจิทัล LUNA เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นสกุลเงินที่น่าจับตามอง ด้วยมูลค่าของเงินที่พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว แต่แล้วในปี 2021 สกุลเงินนี้ก็มีมูลค่าต่ำลงแบบชนิดที่เรียกได้ว่าดำดิ่ง เพราะจากที่เคยมีมูลค่าของเงินเทียบเท่ากับเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่ในปัจจุบันกลับเหลือมูลค่าไม่ถึงเซ็นต์ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนเป็นมูลค่ามหาศาล

ความโปร่งใสของผู้ให้บริการการลงทุนเงินดิจิทัล ในปัจจุบันในประเทศไทยมีแพลตฟอร์มผู้ให้บริการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่สำคัญอยู่ 2 รายคือ Bitkub และ Zipmex แต่ในขณะนี้ทั้ง 2 แพลตฟอร์มกำลังเผชิญปัญหาเรื่องการทำงานที่โปร่งใส โดย Bitkub ที่เคยถูกคาดหมายว่าจะเป็น Start up ไฟแรงของไทยจากการที่ธนาคารไทยพาณิชย์แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมทุน แต่แล้วดีลดังกล่าวก็ล่มด้วยข้อกล่าวอ้างว่าทาง Bitkub ไม่สามารถแสดงรายละเอียดกับทางไทยพาณิชย์ได้ชัดเจนพอ ส่วน Zipmex ก็มีปัญหาเรื่องการนำเงินของนักลงทุนไปลงทุนในต่างประเทศโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าอีกด้วย

ค่าสกุลเงินดิจิทัลที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกคือ Bitcoin ได้ประสบปัญหาราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดการณ์ว่าเกิดจากความไม่มั่นคงอันเนื่องมาจากภาวะสงครามรัสเซีย ยูเครน รวมถึงวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีทีท่าว่าสกุลเงินดิจิทัลจะฟื้นกลับขึ้นมาได้หรือไม่

ด้วยความผันผวนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าสกุลเงินดิจิทัลยังเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนอยู่หรือไม่ แต่นักวิเคราะห์หลายรายยังคาดหวังว่าสถานการณ์ของสกุลเงินดิจิทัลจะดีขึ้น ยิ่งมีผู้บริการแพลตฟอร์มรายใหม่อย่างกลุ่มทุนกัลฟ์ที่จะร่วมกับ Binance ผู้ให้บริการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลรายใหญ่ของโลกที่คาดว่าจะพร้อมให้บริการในปีหน้า ก็ยิ่งแสดงถึงความน่าสนใจในการลงทุนของสกุลเงินดิจิทัลต่อไปในอนาคต

จับตาเศรษฐกิจโลกปีนี้ มีแนวโน้มเป็นอย่างไร

จับตาเศรษฐกิจโลกปีนี้ มีแนวโน้มเป็นอย่างไร

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกตกต่ำอย่างหนัก ถือเป็นช่วงเวลายากลำบากสำหรับทุกคน นับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 เป็นภัยพิบัติที่กระทบต่อการใช้ชีวิต ออกไปทำงานไม่ได้ ขาดรายได้ ปัญหาปากท้อง มาถึงปี 2565 เป็นปีที่ยากจะคาดการณ์ ยังไม่ชัดเจนว่าวิกฤตโรคระบาดจะคลี่คลายได้ ในขณะที่ราคาอาหารและเครื่องใช้ทุกอย่างแพงขึ้น อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น มาดูกันว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะมีความท้าทายอะไรบ้าง

1.สถานการณ์โควิดยังไม่คลี่คลาย – นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะโควิดโอไมครอนที่มีความรุนแรงของโรคลดลงแต่การแพร่ระบาดเกิดขึ้นได้รวดเร็วมาก ทำให้การป้องกันตัวเองลดความเข้มงวดลงไปไม่น้อย พูดถึงแนวโน้มสถานการณ์โควิดยังมองไม่เห็นปลายทางว่าจะจบลงเมื่อไร เมื่อคนหมู่มากการ์ดตกอาจมีการแพร่ระบาดลุกลามเกิดขึ้นอีกเมื่อไรก็ได้ การระบาดระลอกใหญ่ในจีนทำให้รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์อีกครั้งตามนโยบายซีโร่โควิด เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดในช่วงกลางเดือนเมษายนปีนี้ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนมหาศาล ตัวอย่างเช่น ในเซี่ยงไฮ้ที่เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกแหล่งใหญ่ในจีน ทำให้สินค้าตกค้างที่ท่าเรือเกิดความสูญเสียมากมาย และสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไม่ต้องสงสัย

2.ผลกระทบจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน – ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนไม่เพียงก่อความไม่สงบในยุโรปเท่านั้น แต่ยังพ่นพิษฉุดเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอีกด้วย ทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในยุโรป และภาวะสงครามส่งผลชัดเจนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ผลักดันให้เกิดสถานการณ์เงินเฟ้อทั่วโลก สินค้าราคาแพงขึ้น ขณะที่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นและผู้บริโภคขาดรายได้ ทำให้กำลังซื้อลดลง ความขัดแย้งระหว่างประเทศและพันธมิตรของแต่ละฝ่ายจะยืดเยื้อไม่จบลงง่าย ๆ ทุกคนทั่วโลกต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

3.ปัญหาเงินเฟ้อเป็นภัยคุกคามเศรษฐกิจโลก – ในเดือนมีนาคมธนาคารกลางสหรัฐ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ กระทบเศรษฐกิจโลกอย่างมาก ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั้งในประเทศอุตสาหกรรมและประเทศตลาดเกิดใหม่ ทำให้กระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ราคาสินค้าและอาหารปรับขึ้นไปทั่ว ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมากที่หารายได้ไม่พอรายจ่าย การปรับขึ้นค่าแรงจะยิ่งกระทบต่อเงินเฟ้อให้มีอัตราสูงขึ้นและเป็นแรงกดดันให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นไปอีก คนทั่วไปที่มีรายได้น้อยเดือดร้อนมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ทั้ง 3 ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกยังไม่มีทางออกให้เห็นในอนาคตอันใกล้ ปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอยพร้อมกับเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ถ้าการแก้ไขปัญหาไม่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะยิ่งถดถอยลง อาจทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นอีกในปีหน้า ช่วงเวลาแห่งความยากลำบากไม่จบสิ้นง่าย ๆ แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป ผู้บริโภคทั่วโลกต้องเตรียมพร้อมรับมือกันให้ดีและต้องระมัดระวังเรื่องการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

อยากลงทุนเปิดร้านเพ็ทช็อป ต้องเตรียมตัวอย่างไร

อยากลงทุนเปิดร้านเพ็ทช็อป ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?

คนรักสัตว์ที่กำลังมองหาช่องทางเปิดร้านเพ็ทช็อปเป็นของตัวเอง แม้จะมีใจรักจริง ๆ แต่การขายอาหารสัตว์และอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงแม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กแต่ก็ต้องศึกษาทำการบ้านไม่ใช่น้อย เพื่อเตรียมเงินทุน ทำเล ผลิตภัณฑ์ และจัดแต่งร้านค้าให้พร้อมแข่งขันกับร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่และคู่แข่งมากมาย มาดูกันว่าก่อนเปิดร้านควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

1.สร้างจุดขายแตกต่างจากคู่แข่ง

ในยุคโควิด-19 ที่คนนิยมเลี้ยงสัตว์ไว้คลายเหงา ร้านเพ็ทช็อปเป็นธุรกิจที่มาแรงมาก โดยเฉพาะอาหารสัตว์ที่มียอดขายสูง อุปกรณ์สัตว์เลี้ยงจำพวกของเล่น เสื้อผ้า ทรายแมว เป็นอีกหมวดสินค้าที่สร้างรายได้ดี ทุกร้านขายผลิตภัณฑ์แบบนี้เหมือนกันหมด หากคุณเปิดร้านขายสัตว์เลี้ยงของคุณเอง ต้องคิดอย่างสร้างสรรค์สร้างความแตกต่างให้สินค้ามีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ทำให้ร้านของคุณไม่เหมือนคู่แข่งร้านอื่นเพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย โดยจุดขายของร้านคุณอาจจะเป็นของเล่นแฮนด์เมดที่ร้านอื่นไม่มี หรืออาหารสัตว์ที่ปรับแต่งสูตรแตกต่างจากแบรนด์อื่นในท้องตลาด หรือการทำบรรจุภัณฑ์ดีไซน์น่ารักเป็นจุดขายที่ผู้บริโภคต้องการ จะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านได้ด้วย

2.การบริการลูกค้าที่สร้างความประทับใจ

การบริการเป็นจุดเด่นของร้านค้าทำให้พูดถึงบอกต่อกันไปให้คนรู้จักร้านเรามากขึ้น พนักงานที่ร้านค้าใหญ่ ๆ เป็นเพียงพนักงานขายและดูแลสต็อกสินค้าที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลสัตว์มากนัก แต่พนักงานขายในร้านของคุณต้องวางตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ สามารถแนะนำด้านอาหารและโภชนาการ อธิบายวิธีการใช้งานและประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ได้ หากสินค้าที่ขายเป็นผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากแบรนด์ ต้องอธิบายให้เห็นจุดเด่นได้ว่าดีอย่างไร เช่น อาหารเม็ดหรือขนมกรุบกรอบที่เก็บไว้ได้นาน อาหารสำหรับสัตว์ป่วยเป็นโรคไต ความเชี่ยวชาญของพนักงานจะดึงดูดลูกค้าที่ต้องการการดูแลสัตว์เลี้ยงของตนอย่างดีที่สุด เกิดการบอกต่อถึงสินค้าของร้านให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายและจะช่วยให้แข่งขันกับร้านอื่นได้มากขึ้น

3.เลือกทำเลดี อนาคตสดใส

เมื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ร้านขายสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กเลือกทำเลที่ดีแต่ไม่ต้องใช้พื้นที่มากนัก ทำสัญญาเช่าได้ถูก เหมาะกับช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยอยู่ในเวลานี้ หากเศรษฐกิจดีขึ้นและค่าเช่าสูงขึ้น อาจต้องลองคิดเรื่องเซ้งร้านหรือจะยอมจ่ายค่าเช่าแพงต่อไปเพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าร้านเพ็ทช็อปอยู่ในพื้นที่ที่เป็นทำเลดีขายของได้มาก ใกล้ตลาด แหล่งช้อปปิ้ง หรือชุมชนใหญ่ ๆ เห็นอนาคตสดใสแน่นอน

ร้านเพ็ทช็อปเป็นธุรกิจที่ทำกำไรคืนกลับมาได้เร็ว งบประมาณการเปิดร้านเพ็ทช็อปเริ่มจากร้านเล็ก ๆ ใช้เงินลงทุนไม่มากสำหรับอาหารสัตว์ ประมาณ 50,000-100,000 บาท หากเพิ่มอุปกรณ์ของใช้อื่น ๆ ต้นทุนอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า คือ หลัก 100,000 บาทขึ้นไป ตั้งงบประมาณสูงสุดไม่เกิน 200,000-250,000 บาท รอดูสถานการณ์และยอดขายก่อน ถ้าขายได้ดีมีลูกค้าเข้าร้านมากพอค่อยเพิ่มเงินลงทุนในภายหลัง

businessidealightbulb

ส่องไอเดียธุรกิจน่าลงทุนในไทยปี 2565

สร้างธุรกิจจากจุดเริ่มต้นที่ใช้เงินทุนเพียงเล็กน้อยหรือและค่าใช้จ่ายล่วงหน้าน้อยลง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเริ่มสตาร์ทอัพหรือธุรกิจเสริมเพิ่มรายได้จากงานประจำก็ได้ ไอเดียธุรกิจขนาดเล็กน่าลงทุนในปี 2565 มีดังนี้

  1. ธุรกิจดรอปชิป – ใครที่กำลังมองหาอาชีพเสริม เราแนะนำให้ลงทุนธุรกิจดรอปชิป (Dropship หรือ Drop Shipping) เป็นธุรกิจขายปลีกออนไลน์ที่ไม่ต้องมีสต็อก โดยเราจะเป็นตัวแทนจำหน่ายให้ซับพลายเออร์ เพียงนำข้อมูลสินค้า รูปภาพ รายละเอียดต่างๆ และราคาของสินค้ามาโพสต์ขายบนเว็บไซต์ เมื่อลูกค้าสนใจสั่งซื้อและชำระเงิน เราจะส่งต่อคำสั่งซื้อไปยังเจ้าของสินค้า ถือเป็นแนวทางการทำธุรกิจที่ง่ายและต้นทุนต่ำ เรามีหน้าที่รับผิดชอบด้านการตลาด บริหารสินค้าคงคลัง และบริการลูกค้า ไม่จำเป็นต้องผลิตสินค้าใดๆ ด้วยตัวเอง ไม่ต้องจ่ายเงินเช่าโกดังเก็บสต็อกสินค้า นับเป็นธุรกิจทำเงินเร็วและต้นทุนถูกที่สุด สิ่งสำคัญคือการเลือกซัพพลายเออร์ที่น่าเชื่อถือและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไว้วางใจได้
  2. นักทดสอบแอปพลิเคชั่น – การพัฒนาแอปพลิเคชั่นที่สร้างเงินล้านไม่ใช่เรื่องง่าย มีผลงานเพียง 0.5% เท่านั้นที่ทำสำเร็จบรรลุเป้าหมาย ลองค้นคำว่า วิเคราะห์บอล ในแอพสโตรดูจะพบว่ามีเป็นพันแอพ แต่มีไม่กี่แอพที่คนนิยมโหลดเกิน 10,000+ ดาวโหลด เนื่องจากแอปพลิเคชั่นส่วนใหญ่ไม่เหมาะกับตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค ไม่ได้รับความสนใจมากพอ และค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเป็นต้นทุนที่สูงเกินไป แต่ก็ยังมีความพยายามพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ออกมาเจาะตลาดผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทำให้อาชีพนักทดสอบแอปพลิเคชันเป็นไอเดียที่น่าจะทำรายได้ดี ทำการทดสอบประเมินคุณภาพ ค้นหาข้อบกพร่องและข้อผิดพลาด พร้อมทั้งหาทางแก้ไขปรับปรุงคุณภาพเพื่ออุดช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงทีก่อนส่งถึงมือลูกค้า
  3. ขายอุปกรณ์เสริมโทรศัพท์ – ทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็ต้องมีมือถือพกติดตัว อุปกรณ์เสริมสำหรับโทรศัพท์จึงเป็นตลาดใหญ่ที่มีผู้ซื้อจำนวนมาก อุปกรณ์เสริมก็ไม่จำเป็นต้องซื้อมาสต็อกเก็บไว้ ใช้หลักการดรอปชิปกับซับพลายเออร์ที่เชื่อถือได้ก็เพียงพอแล้ว กลุ่มอุปกรณ์เสริมโทรศัพท์ ได้แก่ เคสโทรศัพท์, ที่วางโทรศัพท์ในรถและโต๊ะทำงาน, ขาตั้งกล้องสำหรับการไลฟ์, หูฟัง, ลำโพงบลูทูธ, ที่ชาร์จแบบพกพา, ที่ชาร์จไร้สาย เป็นต้น เมื่อลงประกาศขายอุปกรณ์เสริมสำหรับโทรศัพท์มีจุดสำคัญที่ลืมไม่ได้คือระบุอุปกรณ์โทรศัพท์ที่เข้ากันได้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดต้องเปลี่ยนคืนสินค้าให้ผู้ซื้อที่ได้รับสินค้าแล้วใช้กับมือถือรุ่นที่ใช้อยู่ไม่ได้ ไอเดียธุรกิจขนาดเล็กสำหรับผู้เริ่มต้นเลือกแบบไหนดีขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ความถนัดของแต่ละคน สิ่งที่ควรพิจารณาเป็นหลักคือ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีแนวโน้มตัดสินใจซื้อง่ายที่สุด, สินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะช่วยให้ทำการตลาดง่าย เช่น กลุ่มคนรักสัตว์ คนกินมังสวิรัติ, เนื้อหาบทความและโฆษณาที่โดนใจลูกค้า, ตั้งราคาเหมาะสมโดยคำนึงถึงต้นทุนและการเสนอส่วนลดในบางโอกาส ครอบคลุมถึงค่าจัดส่งด้วย หากตั้งราคาสินค้าต่ำเกินไป ทำให้ดูเหมือนว่าสินค้ามีคุณภาพต่ำ ตั้งราคาสูงเกินไปทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อยาก

ธุรกิจใหม่ไม่มีอะไรแน่นอน คิดทบทวนให้ดีว่ามีความถนัดด้านไหน หากการลงทุนไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ล้มเลิกแผนเดิมก็ไม่ได้เจ็บตัวมาก สามารถกลับลำมองหาแนวคิดทางธุรกิจต่อไปจนกว่าจะพบแนวทางใหม่ที่เหมาะสมและสามารถเริ่มต้นลงทุนได้ในปีนี้

สิ่งที่ควรรู้ก่อนลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่ Cryptocurrency

สิ่งที่ควรรู้ก่อนลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่ Cryptocurrency

ใคร ๆ ก็ทราบดีว่าการลงทุนเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราเกิดความมั่นคงทางการเงินได้ในปัจจุบันและอนาคต เพราะค่าเงินที่เราใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าต้องเสื่อมค่าลงตามระยะเวลาอันเป็นไปตามกลไกทางการเงินตามปกติ 

ดังนั้นเพื่อป้องกันการเสื่อมค่าดังกล่าวเราจึงต้องนำเงินไปลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อรักษาระดับค่าเงินหรือเพิ่มมูลค่าให้กับเงินลงทุนของเรา ซึ่งทั้งหมดคือการสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาวให้กับเรานั่นเอง

การลงทุนที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในช่วงที่ผ่านมานอกจากการลงทุนแบบดั้งเดิมในอสังหาริมทรัพย์ ทองคำหรือหลักทรัพย์ต่าง ๆ แล้ว อีกหนึ่งในสินทรัพย์ที่ผู้คนให้ความสนใจลงทุนกันมากก็คือ การลงทุนในเงินสกุลดิจิทัลหรือคริปโตเคอเรนซี่ Cryptocurrency หลายคนเมื่อเกิดความสนใจก็ตัดสินใจกระโดดลงไปในตลาดทันทีโดยไม่ได้ศึกษาที่มาที่ไปของเงินสกุลดิจิทัลให้ดีเสียก่อน ทำให้บางครั้งเกิดความผิดพลาดจนต้องสูญเสียเงินลงทุนไปเป็นจำนวนมากก็มี 

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงเบื้องต้น เราจึงควรทำความรู้จักว่าเงินดิจิตอลหรือคริปโตเคอเรนซี่มีอะไรบ้างที่เราควรต้องรู้?

1. Cryptocurrency ผันผวนมากกว่าสินทรัพย์อื่น

ด้วยความที่การซื้อขายคริปโตเคอเรนซี่เป็นการซื้อขายผ่านบล็อกเชนที่มีความอิสระสูง และด้วยความใหม่บวกกับกระแสความนิยมที่เกิดขึ้นอย่างมาก ทำให้การเปลี่ยนแปลงของราคาซื้อขายค่อนข้างรวดเร็วและแตกต่างกันมากในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งต้องบอกว่านี่คือธรรมชาติของสินทรัพย์ดิจิทัลที่จับต้องไม่ได้ อิทธิพลทางความรู้สึกของนักลงทุนจึงมีผลต่อราคาสูงมาก

2. Cryptocurrency ไม่ใช่สกุลเงินที่เป็นมาตรฐานสากล

ทั้งด้วยความใหม่และความเข้าใจที่ยังไม่แพร่หลาย ดังนั้นการซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยเงินสกุลดิจิตอลจึงมีประเทศที่ให้การยอมรับและออกกฎหมายรับรองการซื้อขายแลกเปลี่ยนจำนวนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังไม่เปิดให้มีการใช้จ่ายหรือซื้อขายเงินดิจิตัลอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งนักลงทุนเองต้องศึกษากฎหมายก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ให้ดีเสียก่อน

3. กฎหมายไทยไม่รับรองการซื้อขายบางประเภท

หากนักลงทุนทำการซื้อขาย Cryptocurrency ผ่านผู้ให้บริการซื้อขายคริปโตเคอเรนซี่ในต่างประเทศ หากเกิดปัญหาขึ้นทางหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิตัลของประเทศไทยจะไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือดูแลให้ได้ รวมไปถึงผู้ให้บริการบางรายในประเทศเองด้วยที่ไม่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ

4. โปรดระวังการหลอกลวงลงทุนใน Cryptocurrency 

ด้วยความนิยมและกระแสที่มาแรง ทำให้เกิดกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจจะสวมรอยเป็นผู้ให้บริการที่ถูกต้อง เข้าไปเสนอทางเลือกการลงทุนให้กับนักลงทุนที่ขาดความรู้ในการซื้อขายคริปโตเคอเรนซี่ ซึ่งเรื่องนี้นักลงทุนต้องมีความรอบคอบ ระมัดระวังให้มาก ก่อนที่จะกลายเป็นเหยื่อของคนเหล่านี้

สโลแกนที่เราได้ยินกันเป็นประจำในเรื่องการลงทุนใด ๆ ก็คือการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาให้เข้าใจก่อนการลงทุนเสมอ ซึ่งการลงทุนใน Cryptocurrency ก็เช่นกัน หากยังรู้ไม่จริง อย่าเพิ่งรีบกระโดดเข้ามาเป็นดีที่สุด

“กองทุนรวม” ไม่ยากถ้าคิดลงทุน

“กองทุนรวม” ไม่ยากถ้าคิดลงทุน

ปัจจุบันการออมเงินไว้ในบัญชีเงินฝากคงไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนแม้แต่เงินเฟ้อก็ยังเอาชนะไม่ได้เลย แต่เงินฝากก็มีข้อดีคือ มีสภาพคล่องสูง เรียกคืนได้ทันทีเมื่อถอน กองทุนรวมจึงเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือทางการเงิน ที่เป็นได้ทั้งการออมและการลงทุนไปพร้อม ๆ กัน 

กองทุนรวมคืออะไร?

พูดแบบเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นคือ การนำเงินทุกคนมากองรวมกัน แล้วนำไปลงทุนอะไรสักอย่างที่ต้องมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน และมีคนมาคอยบริหารให้เงินกองนั้นโตขึ้น ๆ กองทุนรวมใช้เงินจำนวนน้อยกว่าการเทรดหุ้น ด้วยเหตุนี้จึงได้รับความนิยมสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ก่อนจะขยับไปเปิดพอร์ตเทรดหุ้นต่อไป 

ประเภทกองทุนรวม

มีทั้งแบบกองทุนเปิดที่มีการซื้อขายได้ในทุกวันทำการและกองทุนปิด คือมีระยะเวลากำหนดไว้เพื่อเลิกกอง กองทุนรวมมีทั้งแบบกองทุนที่ลงทุนไปเพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นและกองทุนที่ลงทุนไปเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี 

นอกจากนี้ กองทุนรวมยังมีแบบจ่ายเงินปันผล และไม่มีการจ่ายเงินปันผล แบบที่มีเงินปันผลก็จะได้ทั้งผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น และถ้ากองทุนมีกำไรสะสมก็ยังได้รับเงินปันผลตามไปด้วย ส่วนแบบไม่มีปันผล กำไรต่อหน่วยเพิ่มขึ้นมากกว่าแบบมีปันผล เพราะต้องไม่ลืมว่าถ้ากองทุนไม่มีกำไร ก็ไม่สามารถจ่ายปันผลได้เช่นกัน 

จะลงทุนกองทุนรวมควรคำนึงถึงอะไรบ้าง?

สิ่งสำคัญที่สุดคือความเสี่ยงจากการลงทุนที่เราจะยอมรับได้ เพราะการลงทุนกองทุนรวมจึงอาจเป็นไปได้ทั้ง“กำไร” หรือ “ขาดทุน” ดังนั้น “ความเสี่ยงที่เรายอมรับได้” จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเลือกลงทุนในกองทุนรวมนั้น ๆ โดยสิ่งที่นำมาพิจารณาเพิ่ม ได้แก่ 

1. นโยบายการลงทุน จะเป็นตัวกำหนดและบอกเราว่า กองทุนรวมนี้จะนำเงินเราไปลงทุนในเงินฝาก, พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้เอกชน, หุ้นสามัญประเภทใด, กองทุนรวมในประเทศ/ต่างประเทศ ฯลฯ 

2.กองทุนรวมนี้เหมาะกับใครและไม่เหมาะกับใคร ประเภทที่เงินต้นต้องอยู่ครบหรือคนที่สามารถรอคอยได้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูง ๆ ในอนาคต ฯลฯ

3. ระดับความเสี่ยงของกองทุนรวม เสี่ยงน้อย – เสี่ยงปานกลาง – เสี่ยงสูง 

4. สัดส่วนการลงทุน กองทุนนี้เทน้ำหนักไปที่สินทรัพย์อะไร หุ้น, หุ้นต่างประเทศ, ตราสารหนี้ ฯลฯ 

5.ค่าธรรมเนียมที่กองทุนเรียกเก็บจากนักลงทุนก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจต้องนำมาคิด หักค่าธรรมเนียมเวลาซื้อหรือหักค่าธรรมเนียมเวลาขายหรือไม่ และหักกี่ % 

6.ผลตอบแทนการดำเนินงาน จะเป็นตัวชี้วัดว่ากองทุนรวมตัวนั้นบริหารเป็นอย่างไร โดยดูได้จากผลตอบแทนย้อนหลัง 3, 6, 12 เดือน 3 ปี 5 ปี ตั้งแต่ตั้งกองทุน 

นอกจากคำแนะนำข้างต้นนี้แล้ว คุณยังสามารถศึกษาข้อมูลเหล่านี้ได้จากเอกสารที่เรียกว่า “หนังสือชี้ชวน Factsheet” และ “ผลการดำเนินงานย้อนหลัง Monthly Fund Update” เพียงเท่านี้ การเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวมก็ไม่ยากอีกต่อไป

4 เทคนิคที่เปลี่ยนทุนหลักร้อยให้เป็นผลกำไรหลักหมื่นหลักแสน

กระแสฟุตบอลกำลังมาแรงมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ แล้วหลายคนก็รู้ดีว่าการแข่งขันฟุตบอลมักจะมาคู่กันกับการพนัน จนทำให้สร้างรายได้มากถึง 200-300 บาทต่อวัน และมีบางคนที่ทำกำไรได้มากถึงหลักแสน จากการเดิมพันในช่วงระยะเวลา 1 ปี แล้วก็มีเซียนบอลจำนวนหนึ่งที่ความสามารถเปลี่ยนทุนเดิมพันหลักร้อยให้เป็นผลกำไรหลักหมื่นหลักแสนได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ เล่าเรื่องมาขนาดนี้แล้ว เชื่อว่ามีหลายคนกำลังให้ความสนใจและอยากรู้เทคนิค ดังนั้นเรามาดูกันกับ 4 เทคนิค

เทคนิคที่ 1 : เลือกเว็บเดิมพันที่เป็น Partner ในการลงทุนระยะยาว โดยผู้เล่นต้องให้ความสนใจกับเรื่องตัวเว็บพนันที่ผู้เล่นจะใช้บริการในการลงทุนเสียก่อน เนื่องจากเว็บเดิมพันนั้นเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในด้านประสบความสำเร็จ หากเกิดเลือกใช้บริการในเว็บพนันที่ไม่มีคุณภาพก็อาจจะล้มเหลว ส่วนการเลือกเว็บพนันออนไลน์ที่ดีนั้นควรจะมีโปรโมชั่นเข้ามาช่วยส่งเสริมในการทำกำไร ช่วยให้ผู้เล่นมีโอกาสขาดทุนน้อยลงจากการวางเดิมพันในแต่ละครั้ง ยกตัวอย่าง คืนเงินที่ผู้เล่นเสียไปเปอร์เซ็นต่อสัปดาห์ หรือเป็นเว็บที่ไม่เอาเปรียบผู้เล่นจนเกินไปในเรื่องของอัตราการต่อรองที่เปิดมาให้เดิมพัน

เทคนิคที่ 2 : เลือกโหมดเดิมพันที่เหมาะสมกับกำลังทรัพย์ ไม่ใช่เลือกแต่โหมดที่ได้รับความนิยม ยกตัวอย่างเช่น โหมดการเดิมพันแฮนดิแคปอัตราต่อรอง หรือเดิมพันแบบสเต็ปที่ได้ผลกำไรมากเป็นหลายเท่าตัว เพราะใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำกำไรจากโหมดเหล่านี้ได้ มาดูกันไปทีละโหมด เริ่มที่โหมดลูกเตะมุม สามารถทำการเก็งกำไรได้จากจำนวนลูกเตะมุมของทั้งสองทีม ส่วนเทคนิคในการเก็งกำไรจากลูกเตะมุมนั้นให้ดูฟอร์มการเล่นของทั้งสองทีมเป็นหลัก แล้วถ้าเกิดทั้งสองทีมมีการบุกใส่กันตลอดทั้งเกม ให้คิดไว้ก่อนเลยว่าเข้าข่ายโหมดแต้มสูงที่นับจากจำนวนประตูของทั้งสองทีมที่ทำได้

เทคนิคที่ 3 : ต้องวางแผนจะได้มองเห็นการทำกำไรในระยะยาว ซึ่งการเดิมพันในแต่ละครั้งนั้นจะหวังแค่ดวงช่วยไม่ได้ โดยที่ผู้เล่นควรกำหนดเอาไว้ว่าลงทุนจำนวนเงินเท่าไหร่และจะแบ่งใช้เดิมพันทั้งหมดกี่วัน โดยเทคนี้จะช่วยลดปัญหาของการโอเวอร์เบทหรือการลงเดิมพันด้วยจำนวนเงินที่เยอะมากเกินไปในแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นต้นเหตุของการขาดทุนมานักต่อนักแล้ว และในทุกๆครั้งที่ผู้เล่นสามารถทำกำไรได้ในแต่ละวัน ควรจะเป็นกำไรที่ขั้นต่ำ 2 เท่าของเงินที่ผู้เล่นขาดทุนจากการลงทุนไปก่อนหน้า เช่นขาดทุน 100 บาท โดยจำนวนเงินกำไรที่ผู้เล่นควรทำได้ในแต่ละวันก็คือ 200 บาทเป็นอย่างต่ำ

เทคนิคที่ 4 : ให้เลือกเก็งกำไรไปทีละคู่ไม่ต้องรีบร้อนเล่นทีละหลายคู่ เอาจริงแล้วจำเป็นต้องเดิมพันวันละหลายคู่ก็ได้ เพราะถ้าเกิดผู้เล่นใช้เงินลงทุนหนักๆที่คู่มั่นใจเพียงแค่ 1 คู่ เราก็สามารถทำกำไรได้ไม่แพ้กับการลงทุน 3 คู่หรือ 5 คู่ แล้วการเดิมพันทีละคู่นั้นมีประโยชน์ตรงที่ทำให้ผู้เล่นสามารถโฟกัสในการลงทุนได้ง่ายขึ้น ด้วยการคาดการณ์ผลการแข่งขันที่แม่นยำจากช่วงเวลาวิเคราะห์บอลที่มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากมี 500 บาท แล้วแบ่งเป็นคู่ละ 100 บาท อาจจะได้กำไรแค่ 3 คู่ แล้วขาดทุนไป 2 คู่ แต่ถ้าเกิดผู้เล่นลงทุนคู่เดียวไปหนักๆ 500 บาท แล้วชนะขึ้นมาก็จะได้รับกำไรกลับมาเต็มที่ 500 เลย

ทั้ง 4 เทคนิคที่ได้กล่าวมาไม่ใช่เทคนิคที่ตายตัวหรือต้องทำตามแบบเคร่งครัดแต่อย่างใด แต่ว่าผู้เล่นสามารถนำเทคนิคต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ตามสถานการณ์ได้ในรูปแบบของการลงทุนของตัวผู้เล่นเอง เพียงแต่รูปแบบของการลงทุนที่เรานำมาเสนอนี้ มีเซียนบอลหลายๆคนเลือกใช้ ถ้าหากอิงจากสถิติแล้วพบว่าได้ผลเกิน 90% แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการต่อยอดและการเรียนรู้เข้าใจของตัวผู้เล่นเองด้วย

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 5 รูปแบบ ที่คนไทยนิยม

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 5 รูปแบบ ที่คนไทยนิยม

การลงทุนถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสร้างความมั่นคงในชีวิตในระยะยาว และหนึ่งในการลงทุนระยะยาวที่นักลงทุนส่วนใหญ่สนใจที่จะแบ่งเงินทำให้งอกเงยมากที่สุด ก็คือ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ประเภทของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็มีตั้งแต่การซื้อที่ดิน บ้าน อาคารชุด คอนโดมิเนียม ไปจนถึงการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ที่มีผู้บริหารจัดการกองทุนคอยดูแลให้อย่างมืออาชีพ

หากเราจะพูดถึงเฉพาะรูปแบบการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังได้รับความนิยมจากกลุ่มนักลงทุนชาวไทย จะมีอยู่ด้วยกัน 5 รูปแบบ คือ

1.การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบเก็งกำไร
การเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ที่นิยมกันมาก ก็คือ การเก็งกำไรใบจองห้องชุด ซึ่งต้องเป็นห้องชุดหรือคอนโดมิเนียมในทำเลทองยอดนิยม มีความต้องการซื้อสูง เช่น ย่านสีลม ไอคอนสยาม แนวเส้นทางรถไฟฟ้า ฯลฯ การเก็งกำไรจากการขายต่อใบจองเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากและได้ผลตอบแทนกลับมาเร็ว

2.การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบปล่อยเช่ารายเดือน
การลงทุนแบบนี้ เราต้องมีเงินลงทุนเบื้องต้นพอสมควร โดยเราต้องหาซื้อบ้านหรืออาคารชุดที่อยู่ในทำเลที่มีความต้องการเช่าอยู่อาศัยรายเดือน เช่น ใกล้มหาวิทยาลัย อยู่ใจกลางเมือง ใกล้แหล่งทำงาน เช่น โรงงาน ออฟฟิศต่าง ๆ หรือใกล้ระบบการคมนาคมที่สะดวกอย่างรถไฟฟ้า เป็นต้น

3.การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบปล่อยเช่ารายวัน
การลงทุนในลักษณะนี้อาจคล้ายกับการลงทุนในแบบที่ 2 เพียงแต่การเลือกทำเลของอสังหาริมทรัพย์ที่เราจะลงทุนมีความแตกต่างกัน คือ การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่ารายวัน ควรเลือกทำเลที่เราจะลงทุนในย่านท่องเที่ยวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพหรือตามจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หรือธรรมชาติที่สวยงาม จะมีนักท่องเที่ยวมองหาที่พักแบบรายวันตลอดปี

4.การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์
สำหรับคนที่มีเงินลงทุนไม่มากหรือไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงมากเกินไป การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อรับผลตอบแทนผ่านการบริหารกองทุนจากผู้จัดการกองทุนมืออาชีพก็เป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง เพราะเราไม่ต้องกังวลเรื่องการดูแลอสังหาริมทรัพย์ด้วยตัวเอง เพียงแต่เราต้องศึกษาข้อมูลของอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนเข้าไปบริหารจัดการให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนเท่านั้น

5.การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อพัฒนาก่อนปล่อยขาย
มีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อีกรูปแบบที่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่พอมีความรู้ในเรื่องการออกแบบตกแต่งหรือรีโนเวทให้ถูกใจคนซื้อ ด้วยการลงทุนในบ้าน อาคารหรือห้องชุดมือสองนำมาปรับปรุงใหม่ก่อนที่จะขายต่อหรือการซื้อที่ดินเปล่ามาพัฒนาเป็นพื้นที่บ้านพักผ่อนในต่างจังหวัดก็มีหลายคนที่นิยมทำกัน ปัจจัยสำคัญในการลงทุนรูปแบบนี้คือ ต้องการมีทีมดูแลเรื่องการก่อสร้างที่ดี ควบคุมต้นทุนได้ จะช่วยให้การลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก่อนขายต่อ ได้ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจ

การลงทุนใด ๆ มีความเสี่ยง แม้แต่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นถาวรวัตถุก็ตาม ดังนั้นการศึกษาหาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนจึงเป็นคำเตือนที่ผู้เชี่ยวชาญบอกไว้แก่นักลงทุนหน้าใหม่เสมอ ๆ

ข้อควรรู้! ก่อนลงทุน สหกรณ์ออมทรัพย์

ข้อควรรู้! ก่อนลงทุน สหกรณ์ออมทรัพย์

การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงนั้นสามารถลดลงได้ด้วยการหาความรู้ในการลงทุน ซึ่งการลงทุนในสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นหนึ่งช่องทางที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ช่วยให้เข้าถึงเป้าหมายในการเก็บออมและเพิ่มกระแสเงินสดในบัญชีให้มากขึ้น

การลงทุนในปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. การลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถจับต้องได้ เช่น การลงทุนซื้อบ้านหรือคอนโดเพื่อปล่อยเช่า เป็นต้น, 2. การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซี) ได้แก่ บิตคอยน์ (Bitcoin) และอีเธอร์เลียม (Ethereum) เป็นต้นและ 3. การลงทุนในหลักทรัพย์ เช่น การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ เป็นต้น

สหกรณ์ออมทรัพย์ คืออะไร?
สหกรณ์ออมทรัพย์ คือ กลุ่มคนที่รวมตัวกันเพื่อลงทุนสะสมหุ้นของสหกรณ์ร่วมกัน เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ที่ต้องการกู้เงินไปใช้จ่ายได้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสถาบันการเงินอื่น ซึ่งสมาชิกที่สะสมหุ้นจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลในทุก ๆ ปี

สหกรณ์ออมทรัพย์ เหมาะกับใคร?
การลงทุนในสหกรณ์ออมทรัพย์เหมาะสำหรับพนักงานประจำที่ไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงในการลงทุนสูง แต่ต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากประจำ โดยผู้ที่จะสามารถลงทุนในสหกรณ์ออมทรัพย์ได้จะต้องเป็นพนักงานประจำของหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชนของหน่วยงานที่มีการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ขึ้นมา ซึ่งในปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์รวมชุมนุมสหกรณ์ในประเทศไทยประมาณ 7,976 แห่ง (ข้อมูลอัปเดตล่าสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563)

ข้อควรรู้! ก่อนลงทุน สหกรณ์ออมทรัพย์
ข้อดีของการลงทุนในสหกรณ์ออมทรัพย์ คือ เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นลงทุนหรือผู้ที่ไม่อยากยุ่งยากเรื่องการลงทุน โดยการลงทุนในหุ้นสหกรณ์เป็นการลงทุนที่ให้อัตราดอกเบี้ยตอบแทนค่อนข้างสูงและยังปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ทั้งนี้แม้ว่าการลงทุนในสหกรณ์จะมีความเสี่ยงต่ำแต่ก็สามารถเกิดความผิดพลาดได้ โดยเหตุการณ์ที่สามารถสร้างผลเสียต่อสมาชิกที่ลงทุนมี 2 ประเด็นหลัก คือ การบริหารจัดการในสหกรณ์ไม่ดี ทำให้สหกรณ์เสียสภาพคล่องทางการเงิน และการทุจริตในหน่วยงาน ซึ่งการตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์อยู่เสมอเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ลงทุนได้

โดยสรุปแล้ว การลงทุนในสหกรณ์เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับสมาชิกที่ต้องการสร้างสภาพคล่องทางการเงินและต้องการเงินทุนหมุนเวียนในความเสี่ยงต่ำ แต่การลงทุนทุกประเภทล้วนมีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ทั้งสิ้น ผู้ลงทุนควรศึกษาและหมั่นอัปเดตข้อมูลการลงทุนกับสหกรณ์ เพื่อจะได้ทราบการดำเนินงานและการนำเงินทุนของสมาชิกไปลงทุนประเภทใด มีผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร โดยนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการตัดสินใจ

ลงทุน ปี 2021 ธุรกิจอะไรมาแรง

ลงทุน ปี 2021 ธุรกิจอะไรมาแรง

แม้ว่าใครหลายคนอาจจะรู้สึกว่าการลงทุนในปี 2021 ดูไม่น่าจะไปไหวและยังไม่น่าจะหอบเงินก้อนโตมาทำธุรกิจใด ๆ ในช่วงเวลานี้ เพราะด้วยความซบเซาของเศรษฐกิจและปัญหาเชื้อ Covid-19 ที่ระบาดอย่างหนัก จึงทำให้ทุกธุรกิจต่างก็สั่นคลอนไปหมด แต่ยังคงมีธุรกิจมาแรงในปี 2021 ที่คุณไม่ควรมองข้าม คือ

1.ความงาม
การลงทุนด้านความงามของปี 2021 ถือว่าทำรายได้ที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง คือ ธุรกิจคลินิกความงาม, การศัลยกรรม และการเสริมความงามต่าง ๆ ที่ช่วยทำให้สวยได้อย่างรวดเร็ว เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ถือว่ามาแรงอย่างมากและยังคงขายดีอยู่เสมอ แม้ Covid-19 จะรุนแรงมากแค่ไหน แต่เรื่องของความสวยงามในผู้หญิงและการดูแลบุคลิกภาพของผู้ชายยังถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มของคนในวงการบันเทิง ดังนั้นคลินิกความงามต่าง ๆ จึงพากันเสริมโปรโมชันเด็ดเพื่อดึงดูดลูกค้ากันเป็นจำนวนมาก

2.ค้าขายผ่าน E-commerce
สำหรับพ่อค้าและแม่ค้าทั่วไป ถ้าต้องการให้ธุรกิจอยู่รอดในยุค Covid-19 ระบาด สิ่งที่คุณควรทำคือการปรับเปลี่ยนมาค้าขายผ่านทางเว็บไซต์ E-commerce ต่าง ๆ เลือกใช้เป็นแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ที่คุณจะสามารถเข้าใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว มีระบบสำเร็จรูปให้คุณลงสินค้า ลงรายละเอียดและราคาได้ง่าย ที่สำคัญคือการเริ่มต้นขายไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ถือว่าเป็นการค้าขายที่มีพื้นที่ฟรีให้คุณได้ไปใช้กันอย่างเต็มที่ เมื่อใดที่ขายดีแล้วจึงค่อยโหมโฆษณาก็ยังถือว่าได้กำไร

3.YouTuber
ถ้าต้องการลงทุนด้านความบันเทิง โดยไม่จำเป็นต้องเปลืองงบมาก มีเพียงแค่โทรศัพท์มือถือกล้องสวย 1 เครื่อง และ Content สุดสร้างสรรค์ สามารถปรับเปลี่ยนมาสู่การเป็นธุรกิจ YouTuber ที่มอบความสนุกสนาน ความบันเทิง หรือความรู้ต่าง ๆ ให้กับผู้คนบนโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งเหล่า YouTuber ไทยจากหลากหลายช่องที่มีผู้ติดตามจำนวนนับล้าน สามารถทำรายได้สูงถึงหลักแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

4.เทคโนโลยีด้านวิเคราะห์
ไม่น่าเชื่อว่าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ได้รับความนิยมอย่างมากในปี 2021 โดยเฉพาะการวิเคราะห์และจัดการข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลแบบ Big Data, ข้อมูลการพัฒนาและการวิเคราะห์, การพัฒนาเพื่อความชำนาญที่มากขึ้น, ข้อมูลเกี่ยวกับการแข่งขันด้านธุรกิจ, ข้อมูลเกี่ยวกับราคาและกำไร รวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนเงินดิจิทัลอย่างเหรียญคริปโตเคอเรนซี นักวิเคราะห์ด้านนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อตลาดการเงินดิจิทัลอย่างมาก จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ไม่ควรมองข้าม

5.Street Food
เรื่องของอาหารและเครื่องดื่มเป็นอีกหนึ่งรูปแบบธุรกิจที่คุณไม่ควร พลาด เพราะอาหารยังคงมีความสำคัญต่อมนุษย์เสมอ ซึ่งในยุคนี้ธุรกิจอาหารที่ถือว่ามาแรงมาก คือ ธุรกิจแบบ Street Food ที่สามารถสั่งผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก ราคาไม่แพงมากและค่าส่งไม่สูง ทำได้อย่างรวดเร็ว ส่งให้ลูกค้าได้ทันเวลา ถือเป็นเทรนด์มาแรงและถูกใจคนในยุค Covid-19 เป็นอย่างมาก

ถ้าคุณกำลังมองหาการ ลงทุน ที่เหมาะสมกับตัวเอง ให้ความคุ้มค่าและเป็นเทรนด์ของปี 2021 ขอแนะนำทั้ง 5 ธุรกิจที่กล่าวมานี้ ยิ่งถ้าคุณมีความสามารถเฉพาะด้านด้วยแล้ว รับรองว่าธุรกิจจะไปได้สวยแน่นอน